Call Center
02-939-6006,
089-928-2020
  • English
  • ภาษาไทย

ประโยชน์ของหัวบีทรูท

Benefits of Beetroot บีทรูท (Beetroot) หรือ ผักกาดฝรั่ง ผักกาดแดง เป็นหัวพืชหรือรากที่สะสมอาหารที่อยู่ใต้ดิน เป็นพืชเมืองหนาวและเป็นผักเพื่อสุขภาพ มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด หัวบีทรูทสีแดง เป็นหนึ่งในผักผลไม้ที่มีสีแดง ผักผลไม้ที่มีสีแดงส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยสารสำคัญที่ชื่อว่า ไลโคพีน (Lycopene) ซึ่งเป็นเม็ดสีแคโรทีนอยด์ที่ให้สีแดงแก่พืชผักต่างๆ

ประโยชน์ของไลโคพีนในผักผลไม้สีแดง 
ไลโคพีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ผิวหนังและช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคต้อกระจก
คุณค่าทางโภชนาการของหัวบีทรูทดิบต่อ 100 กรัม พลังงาน 43 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 9.56 กรัม น้ำตาล 6.76 กรัมเส้นใย 2.8 กรัม วิตามินเอ 2 ไมโครกรัม 0% เบต้าแคโนทีน 20 ไมโครกรัม 0% วิตามินซี 4.9 มิลลิกรัม 6% ธาตุแคลเซียม 16 มิลลิกรัม 2% ธาตุฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม 6% ธาตุโพแทสเซียม 325 มิลลิกรัม 7% ธาตุโซเดียม 78 มิลลิกรัม 5% ธาตุสังกะสี 0.35 มิลลิกรัม 4% เป็นต้น (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ประโยชน์ของบีทรูท
เนื้อของบีทรูทเต็มไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งช่วยบำรุงสายตา วิตามินบีรวม ตลอดจนมีสารสีแดงในหัวคือ เบทานิน (betanin) เป็นกรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง ช่วยทำให้เลือดลมดี และการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น นอกจากนี้ส่วนประกอบสีแดงของบีทรูท หรือที่เรียกว่า สารเบทานิน (Betanin) อุดมไปด้วยวิตามินซี นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ถึง400% จึงช่วยให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง

ผลข้างเคียงจากการรับประทานบีทรูท
การรับประทานอาหารที่ทำมาจากบีทรูทมากเกินไป จะทำให้ปัสสาวะ เป็นสีชมพูหรือสีแดง ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิด คิดว่าเป็นเลือดในปัสสาวะ อาการนี้เรียกว่า "บีทูเรีย" (beeturia) เกิดขึ้นเนื่องจากการกินบีทรูทมากเกินไป ซึ่งทำให้เม็ดสีที่ชื่อ บีทาเลียน (betalian) ในร่างกายมีจำนวนมากขึ้น และเมื่อมันเพิ่มจำนวนขึ้น กลไกของร่างกายจะทำการขจัดด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขับออกมาทางปัสสาวะนั่นเอง แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน จะมีเพียง 10-14% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น และจากการได้รับแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) มากเกินไป ซึ่งบีทรูทเป็นหนึ่งใน อาหาร ที่มี oxalates ที่จะทำให้ร่างกายไม่ดูดซึม แคลเซียม เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วในไตได้
นิ่วชนิดที่เกิดจากแคลเซียม พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 75-85% ของนิ่วในไตทั้งหมด ซึ่งชนิดที่พบบ่อย คือ แคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate, สาร oxalate เป็นสารพบในพืช โดยเฉพาะผัก ยอดผักต่างๆ และถั่ว) เป็นนิ่วชนิดพบบ่อยในผู้ชาย เป็นนิ่วที่ตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ภาพไต

ข้อมูลอ้างอิง :
วิตามิน แร่ธาตุ by LASIK LaserVisionThailandhttp://www.laservisionthai.com/th/lasikhealthcorner/vitamin.html
บีทรูทจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี : http://goo.gl/qgzGoIGreenerald : http://goo.gl/as7YYZ
Beetroot side effects WebMD : http://www.webmd.boots.com/healthy-eating/guide/beetroot-benefits?page=2 
เกร็ดความรู้ – Yuanyang : http://goo.gl/gS97ll
ประโยชน์ของไลโคพีนในผักผลไม้ที่มีสีแดง โดย ภญ.ดร.นิศารัตน์ ศิริวัฒนเมธานนท์ ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/mobile/TH/knowledge.php?id=150 
Benefits of Beet Juice - Starting a Raw Food Diet : http://www.thebestofrawfood.com/benefits-of-beet-juice.html
นิ่วในไต (Kidney stone) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ : http://goo.gl/VWH7Gi