Call Center
02-939-6006,
089-928-2020
  • English
  • ภาษาไทย

โรคต้อหิน (Glaucoma)

โรคต้อหิน เป็นโรคของดวงตาที่พบบ่อย และมีอันตรายอย่างมากทำให้ตาบอดสนิทได้ ถ้าไม่รักษา หรือรักษาไม่สม่ำเสมอ ส่งผลทำให้การมองเห็นแย่ลง ความกว้างของการมองเห็นแคบลง จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็นไปทั้งหมดได้ ซึ่งการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินนั้น เป็นการสูญเสียถาวรไม่สามารถจะแก้ไขให้คืนมาได้

ต้อหิน (Glaucoma) คืออะไร
หลายคนอาจคุ้นเคยกับโรคต้อกระจก (Cataract) เป็นภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัวเหมือนกระจกฝ้า เนื่องจากเป็นความเสื่อมไปตามวัยของเลนส์ตาเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น อุบัติเหตุหรือเป็นมาแต่กำเนิด ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน แตกต่างกับโรคต้อหิน (Glaucoma) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้นและมีการเสื่อมของประสาทตา และสูญเสียการมองเห็น เมื่อความดันในลูกตาสูงขึ้นจะกดดันเส้นประสาทตา (optic nerve) ให้เสื่อม และหากมีความดันลูกตาสูงเป็นเวลานาน ประสาทตาก็จะเสื่อมทำให้สูญเสียการมองเห็น การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด หากไม่ได้รักษาการมองเห็นจะได้ภาพเล็กลง การเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆเป็น โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว โดยมากมักจะเป็นสองข้าง อาจจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งก่อน
 
อาการของโรคต้อหิน
เนื่องจากโรคต้อหินมีการดำเนินอย่างช้าๆ ความดันในตาค่อยๆเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยแสดงอาการ ที่ตรวจพบเป็นต้อหินในระยะแรกๆ นั้น สายตาจะยังปกติอยู่ ไม่มีอาการปวด หรือผิดปกติใดๆ นอกจากผู้ป่วยบางรายที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด เมื่อมองแสงไฟจะเห็นแสงแตกกระจายเป็นสีรุ้ง ปวดตา ปวดศีรษะ โรคต้อหินเป็นได้ทุกอายุ กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สายตาสั้นหรือสายตายาวมากผิดปกติ หรือพบในคนไข้ที่มีโรคการไหลเวียนเลือดไม่ดีทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ขั้วประสาทตาไม่ดีเป็นต้น

วิธีการรักษาโรคต้อหิน
การรักษาโรคต้อหิน คือการพยายามลดความดันน้ำในลูกตา โดยลดการผลิต หรือ เพิ่มการระบายน้ำ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาหยอดตา ยารับประทาน ยิงแสงเลเซอร์ และการทำผ่าตัด ในแต่ละวิธีมีข้อจำกัดในการใช้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยและประเภทของต้อหิน

การรักษาโรคต้อหินนั้น เป็นเพียงการหยุดการดำเนินโรคแต่ไม่สามารถทำให้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วกลับเป็นปกติได้ ดังนั้นการป้องกันและการรักษาในระยะเริ่มต้น จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ไม่สูญเสียการมองเห็นในระยะยาว เนื่องจากโรคต้อหินในระยะเริ่มต้นนั้นไม่มีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือนภัยให้ผู้ป่วยทราบว่าโรคนี้ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกาย ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ