Call Center
02-939-6006,
089-928-2020
  • English
  • ภาษาไทย

การสลายต้อกระจก

การรักษาโรคต้อกระจก (Phacoemulsification)

         ผู้ที่มีอายุ 55-60 ปีขึ้นไป มักประสบกับภาวะ “ต้อกระจก” ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์แก้วตา ทำให้เลนส์ตาซึ่งปกติแล้วจะมีลักษณะโปร่งใส่เหมือนกระจก กลายเป็นสีขาวขุ่น ส่งผลให้แสงผ่านเข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง ทำให้เกิดอาการตาฟางหรือมืดมัว มองเห็นภาพไม่ชัด

         Laser Vision ขอแนะนำ การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) ซึ่งเป็นวิธีการรักษาต้อกระจกวิธีใหม่โดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) สลายต้อกระจกและดูดออกมา ซึ่งเป็นที่นิยมมากในขณะนี้ เนื่องจากแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กเพียง 2.6-3.0 มิลลิเมตรเท่านั้น จากนั้นแพทย์จะใส่เลนส์แก้วตาเทียมแบบพับได้ลงไป สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ร่วมด้วยนั้น แพทย์จะใส่เลนส์ที่มีกำลังขยายพอดีเข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการ ทำให้สามารถกลับมามองเห็นได้อย่างรวดเร็ว การผ่าตัดนี้ใช้เวลาน้อย ไม่จำเป็นต้องมีการเย็บแผล นอกจากนี้ยังไม่ต้องฉีดยาหรือดมยาสลบทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยมากขึ้น

         โดยผู้ที่จะเข้ารับการรักษาโรคต้อกระจก ควรได้รับการตรวจและประเมินสภาพตาโดยละเอียดก่อน เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าสภาพตาของท่านเหมาะสมกับการรักษาหรือไม่ และเลนส์เทียมชนิดใดเหมาะสมกับสภาพตาของท่านมากที่สุด

การรักษาโรคต้อกระจกด้วยวิธีสลายต้อ (Phacoemulsification)

การรักษาโรคต้อกระจกด้วยวิธีสลายต้อ(Phacoemulsification) เป็นการผ่าตัดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เข้าไปสลายเลนส์ที่เสื่อมสภาพในถุงหุ้มเลนส์แล้วดูดออกมาผ่านท่อขนาดเล็กมาก ถุงหุ้มเลนส์ยังคงอยู่ครบสมบูรณ์ทำให้สามารถใส่เลนส์แก้วตาเทียมขนาดเล็ก หรือเลนส์แก้วตาเทียมชนิดนิ่มพับได้เข้าไปแทนที่เลนส์แก้วตาเดิม การผ่าตัดวิธีนี้มักจะไม่ต้องเย็บแผล เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมากๆ ทำให้แผลสามารถติดกันโดยอัตโนมัติ การรักษาด้วยวิธีนี้ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ Laser Vision เลือกใช้ในการรักษาต้อกระจก

ในบางรายหลังการรักษาแล้ว เยื่อหุ้มเลนส์อาจจะขุ่นได้อีก ทำให้มีอาการคล้ายกับ “ต้อกระจก” อีกครั้ง คือเริ่มมองเห็นไม่ชัดอีก อาการดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ภาวะถุงหุ้มเลนส์เสื่อม” (Posterior Capsule Opacification) ซึ่งอาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และสามารถรักษาได้โดยการใช้เลเซอร์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า YAG Laser เพื่อไปเปิดช่องเยื่อหุ้มเลนส์ด้านหลังออกทำให้แสงที่ผ่านเข้ามาในลูกตาตก ที่จอประสาทตาพอดี สามารถมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง การรักษานี้ใช้เวลายิงเลเซอร์เพียงไม่กี่นาที  และไม่มีความเจ็บปวดแต่อย่างใด

ข้อดีของการรักษาต้อกระจกด้วยวิธี Phacoemulsification
  ●  ใช้เวลาพักฟื้นระยะเวลาสั้น สามารถกลับบ้านได้ทันที่หลังจากทำการผ่าตัดโดยไม่มีความจำเป็นต้องนอนพักในโรงพยาบาล
  ●  สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การเดินทางหรือแม้แต่การออกกำลังกาย
  ●  สามารถมองเห็นได้ตามปกติได้รวดเร็วกว่า และใช้สายตาได้ทันที
  ●  แผลผ่าตัดขนาดเล็ก การผ่าตัดใช้เวลาน้อยไม่จำเป็นต้องเย็บแผล เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง

เลนส์แก้วตาเทียม คืออะไร

เลนส์แก้วตาเทียม  คือ วัสดุที่ฝังเข้าไปในลูกตา แทนที่เลนส์ธรรมชาติที่ขุ่นเพื่อให้การมองเห็นเป็นปกติ มีลักษณะเป็นพลาสติกใส เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ซึ่งจะถูกนำไปใส่ไว้ในดวงตาหลังการผ่าตัดต้อกระจก และจะคงอยู่ในดวงตาอย่างถาวร โดยจะมีขายึด 2 ข้างไว้สำหรับป้องกันการเคลื่อนที่ของเลนส์ภายในดวงตา


เลนส์แก้วตาเทียม (Intra Ocular Lens)

ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียม
  ●  เลนส์แก้วตาเทียมชนิดระยะโฟกัสระยะเดียว (Standard IOL)  เป็นเลนส์แบบธรรมดา มีกำลังการรวมแสงเดียว ช่วยให้สามารถโฟกัสภาพในระยะไกลได้  ส่วนการมองใกล้ต้องอาศัยแว่นอ่านหนังสือช่วย
  ●  เลนส์แก้วตาเทียมชนิดโฟกัสหลายระยะ (Multifocal IOL) เป็น เลนส์แก้วตาเทียมที่มีหลายวง แต่ละวงจะมีกำลังการรวมแสงที่แตกต่างกันออกไปเพื่อใช้สำหรับมองไกลและใกล้ ได้ แต่ผู้เข้ารับการรักษาอาจจะต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัวพอสมควร
  ●  เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแก้ไขสายตาเอียง (Toric IOL) เป็น เลนส์แก้วตาเทียมที่สามารถแก้ค่าสายตาเอียงในตัว (Toric IOL) ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แว่นตาแก้สายตาเอียงหลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีสายตา เอียงอยู่เดิม โดยสามารถแก้ไขค่าสายตาเอียงได้ประมาณ 100-200

ขั้นตอนก่อนการรักษาโรคต้อกระจก

  ●  ก่อนการผ่าตัดผู้เข้ารับการรักษาควรได้รับการตรวจสภาพตาโดยละเอียดเสียก่อนว่าสภาพตาเหมาะสมกับการรักษาหรือไม่
  ●  หากแพทย์วินิจฉัยว่าสามารถทำการรักษาภาวะต้อกระจก จะมีการวัดเลนส์ (Intra Ocular Measurement) เพื่อคำนวณว่าผู้เข้ารับการรักษาควรจะเลือกใช้เลนส์ที่มีกำลังการรวมแสงเท่า ไหร่
  ●  ในกรณีที่ผู้เข้ารับการรักษามีสายตาสั้น หรือเอียง จะสามารถเลือกเลนส์ที่มีกำลังการรวมแสงพอดีกับค่าสายตา เพื่อแก้ไขปัญหาความผิดปกติของสายตาได้ทันที
  ●  หากมีอาการแพ้ยาใด ๆ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ล่วงหน้า
  ●  ควรมีเพื่อนหรือญาติมารับกลับบ้าน
  ●  หากวันผ่าตัดมีอาการไม่สบาย จะต้องโทรปรึกษาเพื่อพิจารณาเลื่อนนัดเป็นวันอื่นแทน
  ●  หากมียาประจำตัวควรนำติดตัวมาให้แพทย์พิจารณาด้วย
  ●  หยุดการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสำหรับโรคต้อหิน หรือยาในกลุ่มของยาขยายม่านตาหรือหดม่านตา ซึ่งคนไข้บางท่านอาจจะต้องปรึกษาแพทย์ประจำผู้ดูแลนั้นก่อน
  ●  ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไอ หรือเป็นหวัด ควรรักษาหรือควบคุมให้เป็นปกติก่อน

ขั้นตอนการปฏิบัติตัวหลังการเข้ารับการรักษาโรคต้อกระจก

  ●  ห้ามไม่ให้น้ำหรือฝุ่นละอองเข้าตา
  ●  ห้ามการปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนถึงตา
  ●  ยาหยอดตาที่แพทย์ให้ไปควรหยอดตา เฉพาะข้างที่ผ่าตัดเท่านั้น
  ●  หลีกเลี่ยงโลชั่นหรือการแต่งหน้ารอบๆ ดวงตา
  ●  ใส่แว่นกันแดดขณะออกไปข้างนอก หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่น ควันเยอะ
  ●  อาจมีอาการตาแดง เคืองตา ไม่สบายตา อาการเหล่านี้จะค่อยๆลดลง และการมองเห็นจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
  ●  หลังผ่าตัด 2 เดือนแรก ห้ามยกของหนัก และห้ามทำงานหนักที่จะกระเทือนถึงตาได้
  ●  ควรมาตรวจเพื่อติดตามผลการรักษาตามที่แพทย์นัด

การตรวจเพื่อติดตามผลการรักษา
      โดยปกติแล้ว หลังการเข้ารับการรักษาโรคต้อกระจก แพทย์จะนัดท่านมาตรวจเพื่อติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ คือ 1 วัน, 1 สัปดาห์, 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี และ 2 ปี  (หรืออาจเปลี่ยนแปลงได้ตามคำแนะนำของแพทย์) หลังจากนั้น Laser Vision ขอแนะนำให้ท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อดูแลดวงตาของท่าน ให้มีสุขภาพตาที่ดีตลอดไป